google-site-verification: google6a4872409fa8f949.html ลำไส้อักเสบ


ลำไส้อักเสบ


 ลำไส้อักเสบ

ลำไส้อักเสบ (Ulcerative Colitis) คือโรคที่มีการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร (Inflammatory Bowel Disease: IBD) ชนิดหนึ่ง ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังจะเกิดการอักเสบที่เยื่อบุผิวบริเวณลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ส่งผลให้เกิดแผลที่ผนังทางเดินอาหาร อาการอักเสบที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดเลือดออกที่ผนังลำไส้ รวมทั้งทำให้ลำไส้บีบตัวเร็วขึ้น ผู้ป่วยจึงเกิดอาการปวดท้อง ท้องร่วง ถ่ายมีเลือดและมูกปนออกมาซึ่งเกิดดจากการหลุดลอกของเยื่อบุผิวที่เกิดการอักเสบ

 

ลำไส้อักเสบ

 

ลำไส้ใหญ่คือส่วนหนึ่งของระบบย่อยอาหาร เป็นที่รวมกากอาหารและของเสีย ไส้ตรง (Rectum) คือส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่อยู่ติดกับช่องทวารหนัก เป็นอวัยวะที่เป็นทางผ่านของกากอาหารก่อนถูกขับออกจากร่างกาย โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังเกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงอายุ โดยอาการของโรคมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 15-30 ปี หรืออยู่ในช่วงอายุ 50-70 ปี

 

อาการของโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง

 

ผู้ป่วยลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังจะแสดงอาการของโรคออกมาหลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่าเกิดการอักเสบขึ้นที่บริเวณใด โดยทั่วไปแล้ว โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังมักปรากฏอาการ ดังนี้

 

ท้องร่วง ผู้ป่วยมักถ่ายมีมูกเลือดปนมาด้วย บางรายอาจเกิดอาการท้องร่วงกะทันหันและอาจถ่ายวันละ 10-20 ครั้ง จนบางครั้งทำให้ผู้ป่วยต้องตื่นกลางดึกขึ้นมาเพื่อถ่าย

ท้องผูก การอักเสบของลำไส้บางส่วนอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการท้องผูกได้ ซึ่งพบได้น้อยกว่าอาการท้องร่วง

มีอาการปวดบีบที่ท้อง

เจ็บที่ลำไส้ตรง ลำไส้ตรงมีเลือดออก

น้ำหนักลด

อ่อนเพลีย

เป็นไข้

แคระแกร็น เกิดกับเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร

โรคลำไส้อักเสบอาจพบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการปวดบริเวณข้อต่อ แผลในปาก ความผิดปกติที่ตาหรือตับ โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยมักเกิดอาการเป็น ๆ หาย ๆ เกิดอาการอักเสบเรื้อรังเป็นปี (Remission) จากนั้นก็กลับมาเป็นซ้ำอีก (Flare-Up)

สาเหตุของลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง

 

ทางการแพทย์ยังไม่พบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังอย่างชัดเจน แต่สาเหตุที่เป็นไปได้อาจเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานผิดปกติ หรือภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โดยทั่วไปแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ป้องกันและกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาภายในร่างกายอย่างเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย แต่เมื่อระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ภูมิคุ้มกันที่ผลิตขึ้นมานั้นก็จะทำลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายแทน ลำไส้อักเสบอาจเกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร โดยผู้ป่วยโรคนี้มีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดอาการลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง ทั้งนี้ พันธุกรรมก็อาจเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่วยเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นลำไส้อักเสบมีแนวโน้มจะป่วยเป็นโรคนี้สูงขึ้น

 

การวินิจฉัยลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง

 

เบื้องต้น แพทย์จะสอบถามผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการของโรค สุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย และประวัติการรักษา รวมทั้งอาจตรวจร่างกายผู้ป่วยว่ามีอาการอย่างอื่นหรือเกิดอาการตึงที่ท้องหรือไม่ ทั้งนี้ แพทย์ต้องส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการแยกวินิจฉัยโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังออกจากโรคโครห์น ซึ่งมีลักษณะอาการของโรคคล้ายกัน การวินิจฉัยโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังประกอบด้วย

 

การตรวจเลือด วิธีนี้จะตรวจประเมินภาวะโลหิตจางและการอักเสบ โดยผลตรวจเลือดจะแสดงว่าผู้ป่วยมีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำ แต่มีจำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น ตรวจการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง (ESR) ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าผู้ป่วยเกิดอาการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกาย

การตรวจตัวอย่างอุจจาระ แพทย์จะเก็บตัวอย่างอุจจาระผู้ป่วยเพื่อตรวจการติดเชื้อ โดยแยกการติดเชื้อและปรสิตออกจากกัน เนื่องจากทั้ง 2 อย่างนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับลำไส้ที่มีอาการคล้ายโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง แพทย์จะวินิจฉัยลำไส้อักเสบโดยดูเซลล์เม็ดเลือดขาวที่อยู่ในอุจจาระ

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) วิธีนี้จะช่วยให้วินิจฉัยโรคลำไส้อักเสบได้แม่นยำและเห็นลำไส้ใหญ่ของผู้ป่วยได้ชัดเจน โดยแพทย์จะสอดท่อขนาดเล็กซึ่งมีกล้องติดอยู่เข้าไปทางลำไส้ตรงเพื่อดูภายในลำไส้ ทั้งนี้ระหว่างการตรวจ แพทย์จะให้ยาระงับประสาทหรือยาแก้ปวดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายและทำการวินิจฉัยได้อย่างราบรื่น การส่องกล้องจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง หลังจากตรวจเสร็จผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ ผู้ป่วยที่ต้องทำการวินิจฉัยด้วยวิธีนี้ควรเตรียมตัวให้พร้อม โดยรับประทานยาระบายเพื่อล้างของเสียต่าง ๆ ออกจากภายในลำไส้ให้หมด นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เกิดอาการอักเสบภายในลำไส้ส่วนปลาย จะได้รับการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยกล้องซิกมอยด์สโคป (Sigmoidoscopy) แทนการส่องกล้องตรวจแบบแรก ใช้เวลาการตรวจประมาณ 15-30 นาที ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันทีที่ตรวจเสร็จ

การเอกซเรย์ ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดอาการของโรคอย่างรุนแรง แพทย์อาจเอกซ์เรย์บริเวณท้องของผู้ป่วย เพื่อดูว่าเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือไม่

การสวนแป้งแบเรียม (Barium Enema) วิธีนี้นับเป็นอีกหนึ่งวิธีในการวินิจฉัยโรคลำไส้อักเสบ โดยการสวนแป้งแบเรียมนี้จะนำสารทึบรังสีเข้าไปทางลำไส้ตรง ฉีดที่ลำไส้ และสะท้อนภาพภายในลำไส้ออกมาผ่านภาพเอกซเรย์ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ก็ยังมีความแม่นยำน้อยกว่าการตรวจด้วยการส่องกล้องในลำไส้ใหญ่

การทำซีทีสแกน แพทย์จะทำซีทีสแกนผู้ป่วยหากสันนิษฐานว่าผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนจากลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังหรืออาการอักเสบที่ลำไส้เล็ก โดยแพทย์จะสแกนบริเวณท้องหรือเชิงกรานของผู้ป่วย ทั้งนี้ วิธีดังกล่าวจะแสดงว่าผู้ป่วยเกิดอาการอักเสบที่ลำไส้มากน้อยแค่ไหน

การตัดชิ้นเนื้อตรวจ แพทย์จะนำตัวอย่างเนื้อเยื่อของลำไส้ที่ได้มาจากการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทั้ง 2 แบบออกมาตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค

การรักษาลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง

ลำไส้ใหญ่อักเสบถือเป็นโรคเรื้อรัง เป้าหมายในการรักษาของโรคนี้คือเพื่อลดการอักเสบที่ก่อให้เกิดอาการป่วยของโรค เมื่ออาการของโรคอยู่ตัวแล้ว แพทย์จะติดตามผลการรักษาทุก 6 เดือน ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถไปพบแพทย์ได้บ่อยมากกว่านั้นหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น การรักษาลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง ได้แก่

 

การรักษาด้วยยา แม้โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังจะรักษาให้หายขาดด้วยยาไมได้ แต่การใช้ยานั้นจะช่วยให้ผู้ป่วย รักษาอาการอักเสบเรื้อรังที่เป็น ๆ หาย ๆ ให้ทรงตัว ลดผลข้างเคียงจากการรักษาและลดโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็ง รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น การรักษาด้วยยานั้นมักขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค บริเวณลำไส้ที่เกิดการอักเสบ และภาวะแทรกซ้อนที่ผู้ป่วยเป็น โดยทางเลือกในการใช้ยารักษานั้น ประกอบด้วย

 

อาการของโรคระดับอ่อนถึงระดับค่อนข้างรุนแรง ผู้ป่วยที่เกิดอาการของโรคในระดับนี้จะได้รับการรักษาด้วยยาที่บรรเทาอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร ดังนี้

ยาอะมิโนซาลิไซเลต (Aminosalicylates) ที่อยู่ในกลุ่มยา Disease-Modifying Antirheumatic Drug (DMARD) โดยผู้ป่วยอาจได้รับยาผ่านการรับประทานหรือสวนทวารหนัก ซึ่งผู้ป่วยจะรับยารูปแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยเกิดอาการอักเสบที่บริเวณใดของลำไส้ ทั้งนี้ ยาอะมิโนซาลิไซเลตอาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับไตและตับอ่อนซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก ยาที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น ยาเมซาลามีน (Mesalamine) ยาโอลซาลาซีน (Olsalazine) หรือยาบอลซาลาไซด์ (Balsalazide)

อาการของโรคในระดับรุนแรง หากผู้ป่วยเกิดอาการของโรคเรื้อรังต่อเนื่อง อาจต้องได้รับการรักษาด้วยยาตัวอื่น ดังนี้

ยาคอร์ติโคสเตอรอยด์ (Corticosteroids) ยานี้จะช่วยลดอาการอักเสบ ยามีรูปแบบสำหรับรับประทาน ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หรือสวนทวารหนัก ขึ้นอยู่กับว่าลำไส้เกิดการอักเสบที่บริเวณใด แพทย์จะจ่ายยานี้ให้กับผู้ป่วยที่มีอาการของโรคในระดับค่อนข้างรุนแรงไปจนถึงรุนแรงมาก อย่างไรก็ตาม ยาคอร์ติโคสเตอรอยด์มักก่อให้เกิดผลข้างเคียงหากใช้ติดต่อเป็นเวลานาน เช่น หน้าบวมฉุ ขนดก เหงื่อออกตอนกลางคืน นอนไม่หลับ และผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน กระดูกเปราะ กระดูกหัก ต้อกระจกและต้อหิน รวมทั้งเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น

ยากดระบบภูมิต้านทาน (Immunomodulators) ยานี้เป็นยาที่ช่วยระงับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยลดเซลล์ที่ช่วยเรื่องภูมิคุ้มกันร่างกาย หรือยับยั้งการทำงานของสารโปรตีนที่ทำให้เกิดการอักเสบ ยากดระบบภูมิต้านทานถูกนำมาใช้รักษาผู้ป่วยลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังที่เกิดอาการของโรครุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาต้านอักเสบ ผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยานี้ ทำให้เสี่ยงติดเชื้อได้มากเนื่องจากทำให้ระบบภุมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ ยาที่จัดอยู่ในยากดระบบภูมิต้านทาน ได้แก่ ยาเมอร์แคปโตพิวรีน (6-Mercaptopurine: 6-MP) ยาอะซาไธโอพรีน (Azathioprine) ยาเมโธเทรกเซท (Methotrexate) และยาไซโคลสปอริน (Cyclosporine)

ลำไส้อักเสบ

HonestDocs

 [url]https://www.honestdocs.co/what-is-gastroenteritis[/url]

 [url]www.honestdocs.co[/url]



ผู้ตั้งกระทู้ Doctor :: วันที่ลงประกาศ 2017-08-30 20:51:35


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2013 All Rights Reserved.